สิงคโปร์เตือนมาเลเซีย ลั่นพร้อมปกป้องอธิปไตย

รัฐบาลสิงคโปร์เตือนมาเลเซียเลิกใช้วิธี “ยั่วยุ” บริเวณน่านน้ำพิพาทระหว่างสองประเทศ แต่ยังคงหวังว่าจะสามารถร่วมกันคลี่คลายความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้ได้อย่างสันติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ว่านายวิเวียน บาลากริชนัน รมว.กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าวเมื่อวันจันทร์ ว่าสิงคโปร์มีความพร้อมเสมอในการดำเนินมาตรการตามกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ประเทศใดก็ตามที่กำลังเจรจาหรือกำลังมีกรณีพิพาทกับสิงคโปร์ต้องตระหนักว่า สิงคโปร์จะไม่มีทางเป็นฝ่ายประนีประนอมโดยง่าย
 
ทั้งนี้ บาลากริชนันไม่ได้กล่าวพาดพิงประเทศใดประเทศหนึ่งโดยตรง แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าบรรยากาศของความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์กับมาเลเซียกลับมาทวีความตึงเครียดตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้ว เมื่อเรือบรรทุกสินค้าของมาเลเซียล่องออกจากท่าเรือในเมืองยะโฮร์บาห์รู ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ เข้าสู่น่านน้ำซึ่งเป็นส่วนที่มาเลเซียและสิงคโปร์อ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนกัน ขณะที่สิงคโปร์ตอบโต้ด้วยการขยายอาณาเขตท่าเรือขอตัวเองให้ครอบคลุมน่านน้ำบริเวณดังกล่าว เมื่อเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว และปรับกฎระเบียบการลงจอดใหม่ ที่สนามบินเซเลตาร์ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งมาเลเซียคัดค้านว่าการเปลี่ยนกฎส่งผลกระทบต่อโครงการพัฒนาสิ่งปลูกสร้างในรัฐยะโฮร์

แม้บาลากริชนันและนายไซฟุดดิน อับดุลเลาะห์ รมว.กระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เจรจาร่วมกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อปรับความเข้าใจอันจะนำไปสู่การบรรเทาความขัดแย้งในอนาคต อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับมีแนวโน้มตึงเครียดขึ้นอีก เมื่อไม่กี่วันหลังจากนั้น นายออสมาน ซาเปียน มุขมนตรีแห่งรัฐยะโฮร์ โดยสารเรือเข้ามาในเขตน่านน้ำพิพาทเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว และรัฐบาลสิงคโปร์ประท้วงว่าเป็นพฤติการณ์ที่ “คุกคามอธิปไตย”
  
ความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลระหว่างมาเลเซียกับสิงคโปร์อยู่ในขั้นเย็นชาตั้งแต่การแบ่งแยกประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อนานกว่า 5 ทศวรรษที่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ย้อนกลับไปเมื่อช่วงที่ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียยาวนานตั้งแต่ปี 2523 จนถึง 2546 เป็นช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ตึงเครียดมากที่สุด การที่ดร.มหาเธร์ชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว และกลับสู่การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แม้ในวัยที่มากถึง 93 ปี แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในมาเลเซียที่สิงคโปร์ “จับตาอย่างใกล้ชิด”.